เราคงทราบถึงประโยชน์และการใช้งาน ที่มีหน้าที่หลัก เป็นเครื่องหมายทางจราจรมีสีส้มสะดุดตา ที่สามารถเห็นได้ในเวลากลางวัน และกลางคืน มักจะเห็นได้ในชีวิตประจำวันบนท้องถนน โดยเฉพาะถนนเส้นที่รถติด ที่ต้องคอยแยกหรือรวมช่องทางการจราจรให้เพียงพอกับปริมาณรถที่วิ่งในขณะนั้น กรวยจราจร (traffic cone) เป็นอุปกรณ์ทางจราจรชนิดหนึ่ง มีประโยชน์ใช้เพิ่มความปลอดภัยในการจราจรบนท้องถนน เพื่อให้ผู้ขับขี่ยานพาหนะลดความเร็ว และเกิดความระวังในการใช้ถนน
ข้อมูลที่กล่าวไปนั้นถือเป็นข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับตัว กรวยจราจร (traffic cone) แต่เชื่อว่า หลายคนคงยังไม่ทราบถึงที่มาของกรวยจราจรว่า มีที่มาอย่างไรและเกิดขึ้นได้อย่างไร ซึ่งข้อมูลต่อไปนี้ เป็นข้อมูลเบื้องต้น ที่จะเล่าถึงที่มา เพื่อเป็นความรู้ และสามารถนำกรวยจราจรไปใช้ได้อย่างถูกต้อง

ประวัติ กรวยจราจร (traffic cone)
กรวยจราจร มีประวัติ ว่าถูกคิดค้นโดยนาย Charles D. Scanlon ชาวอเมริกา โดยเหตุผลที่เขาคิดมันขึ้นมาก็เนื่องจากเขาเป็นพนักงานทาสีถนนแล้วจะต้องมีเครื่องหมายกั้นไม่ให้เข้าเนื่องจากสียังไม่แห้ง กรวยจราจร จึงได้กำเนิดขึ้นจากเหตุนี้ และได้ยื่นจดสิทธิบัตรสิ่งประดิษฐ์นี้ และได้รับสิทธิบัตรในปี 1943 ในชื่อ Safety marker (US 2817308)กรวย-กรวยจราจร-2
แต่กรวยจราจร ที่จดในชื่อ Traffic cone กลับถูกปรับปรุงและจดสิทธิบัตรใหม่ โดยนาย Herman Blumenthal ที่ยืนจดสิทธิบัตรในปี 1953 โดยได้ปรับเปลี่ยนที่ฐานเป็นสี่เหลี่ยมเพื่อไม่ให้กลิ้งเวลาล้มลง และบอกว่าเพื่อการจัดการการจราจร แทนที่จะเป็นการกั้นไม่ให้เข้าพื้นที่เหมือนของ Scanlon และได้รับสิทธิบัตรในปี 1955 (US 2719505) แต่ในปีนั้นเอง นาย Scanlon ก็ได้พัฒนาและจดสิทธิบัตรใหม่เพิ่มอีก โดยคราวนี้เขาได้เพิ่มความยืดหยุ่นเข้ามาในกรวยจราจร โดยที่เมื่อมีการชนแล้วยุบเข้าไปก็จะคืนรูปกลับมาดังเดิม และได้รับสิทธิบัตรในปี 1957 (US2817308)

ซึ่งกรวยจราจรในปัจจุบันเหมือนรวมความสามารถของทั้ง 2คนเข้ามาด้วยกัน คือเป็นลักษณะฐานสี่เหลี่ยมและมีความยืดหยุ่น และมีวัตถุประสงค์เพื่อการบอกห้ามผ่านเข้าพื้นที่ หรือการกีดขวางการจราจร
โดยกรวยในยุคเริ่มแรกนั้นรีไซเคิลมาจากแกนใยถักในยางรถยนต์ ส่วนที่เน้นเป็นพิเศษในกรวยยุคแรกคือ ฐานของกรวยนั้นต้องเป็นลูกกลมยกให้ตัวฐานกว้างสูงขึ้นจากพื้นเล็กน้อย เพื่อให้วางทับเส้นถนนที่เพิ่งทาสีได้ แนวทางการออกแบบนี้เริ่มหายไปในยุคหลังเพราะเราใช้กรวยมากั้นถนนในเหตุการณ์อื่นๆ นอกจากการทาสีถนนแล้ว การออกแบบบกรวยมีความพิเศษในยุคนั้นคือมันซ้อนกันเพื่อขนไปทีละมากๆ ได้โดยง่าย Scanlon จงใจให้ด้านบนของกรวยต้องเปิดเป็นรูเอาไว้ เพื่อเป็นทางเข้าอากาศเมื่อจะแยกกรวยออกจากการ จะได้ไม่ติดเหมือนตอนเราซ้อนแก้ว การที่มีรูระบายด้านบนยังทำให้เราสามารถเสียบธง หรือป้ายเพิ่มเติมได้ด้วย
Scanlon เองยังไม่หยุดพัฒนากรวยต่อไป ในปี 1955 เขาเองก็ยื่นสิทธิบัตรฉบับใหม่แสดงการพัฒนากรวย โดยยังใช้ฐานวงกลมเช่นเดิม (อาจจะเพื่อหลีกเลี่ยงการทับซ้อนกับสิทธิบัตรของ Blumenthal ที่ยื่นไปตั้งแต่ปี 1953) โดยเลือกพัฒนาเป็น “ติ่ง” ที่ฐานแทน ทำให้กรวยรุ่นใหม่ไม่กลิ้ง แต่อีกส่วนที่เพิ่มเข้ามาคือกรวยใหม่นี้คือการยืดหยุ่นให้กลับมารูปเดิมได้ ในกรณีที่ถูกชนจนพับไป อาจจะนับได้ว่าเมื่อรวมความยืดหยุ่นของกรวยในสิทธิบัตรนี้ และฐานสี่เหลี่ยมของ Blumenthal แล้ว กรวยไม่ได้มีพัฒนาการสำคัญอะไรอีกเลยในช่วงเวลาเกือบ 60 ปีมานี้

และแนวทางการพัฒนากรวยยังมีการพัฒนาเรื่อยมา สิทธิบัตรฉบับล่าสุดที่อ้างถึงสิทธิบัตรของ Scanlon เพิ่งได้รับสิทธิบัตรในปี 2010 นี้ แนวคิดและความพยายามทั้งหมดยังคงอยู่ในรูปแบบเดิมคือ สัญลักษณ์บอกแนวจราจรนี้ต้องสร้างได้ง่าย สามารถขนย้ายสะดวกประหยัดพื้นที่เก็บ ทนทานต่อการชน แนวทางเช่นนี้ทำให้ผู้รับผิดชอบต่อการก่อสร้าง การทาสีถนน หรือการกีดขวางทางจราจรอื่นๆ สามารถวางจุดสังเกตให้กับผู้กับขี่ได้ตั้งแต่เนิ่นๆ เพิ่มความปลอดภัยบนท้องถนน
📊 ประวัติกรวยจราจร — ไทม์ไลน์ที่ตรวจสอบได้
กรวยจราจรเป็นสิ่งประดิษฐ์ในศตวรรษที่ 20 ที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของงานจราจรทั่วโลก — ต่อไปนี้คือไทม์ไลน์สำคัญ:
- ปี 1914 (พ.ศ.2457): Charles P. Rudabaker ยื่นจดสิทธิบัตรกรวยจราจรไม้ครั้งแรกในสหรัฐฯ — ใช้ในแคลิฟอร์เนีย
- ปี 1940 (พ.ศ.2483): Charles D. Scanlon คนงานทาสีถนนของเมือง Los Angeles ประดิษฐ์กรวยยางที่ทนทานกว่าและไม่บาดเจ็บเมื่อรถชน — กลายเป็นต้นแบบมาตรฐาน
- ปี 1958 (พ.ศ.2501): บริษัท Mancuso Chemicals ในอังกฤษเป็นเจ้าแรกที่ผลิตกรวยจราจรจาก Polyvinyl Chloride (PVC)
- ปี 1961 (พ.ศ.2504): กรวยจราจรใช้ครั้งแรกในงานก่อสร้างสะพาน London Bridge ในอังกฤษ — เริ่มเป็นที่นิยมในยุโรป
- ปัจจุบัน: ผลิตจาก PVC, EVA, LDPE — มีหลายขนาด (12, 18, 28, 36 นิ้ว) และสี (ส้ม-ขาว มาตรฐาน, เหลือง, แดง, น้ำเงิน)
ขนาดมาตรฐานกรวยจราจรและการใช้งาน
| ขนาด | ความสูง | เหมาะกับ |
|---|---|---|
| 12 นิ้ว | ~30 ซม. | ในร่ม, อีเว้นต์เล็ก |
| 18 นิ้ว | ~46 ซม. | ลานจอด, ที่ก่อสร้างเล็ก |
| 28 นิ้ว (มาตรฐาน) | ~71 ซม. | ถนนทั่วไป, งานก่อสร้าง |
| 36 นิ้ว | ~91 ซม. | ทางหลวง, งานความเร็วสูง |
📌 มาตรฐานสีและการสะท้อนแสง
“กรวยจราจรที่ใช้ในเขตงานก่อสร้างต้องมีแถบสะท้อนแสง (Reflective Collar) อย่างน้อย 6 นิ้ว ทำจาก Engineering Grade Reflective Sheeting เพื่อให้มองเห็นได้จากระยะ 300 เมตรในเวลากลางคืน” — MUTCD Standard 6F.65, FHWA